Skip to content

The Noize Magazine

เดอะ นอยซ์ แมกกาซีน

  • Watch
  • Music
  • Get To Know
  • Read
  • Interview
  • LGBTQIAN+
  • Podcast
  • Life & Culture
  • Events

Leviticus รักร้ายกลายร่าง ความไม่กระจ่างของจิตวิทยาการเลี้ยงดูที่ทำร้ายวัยรุ่นเควียร์ยิ่งกว่าปีศาจตนไหน

Nari | กรกฎาคม 6, 2026กรกฎาคม 5, 2026 | Watch, Analysis, LGBTQIAN+

ภาพยนตร์เควียร์แนวก้าวพ้นวัยมากมายในศตวรรษที่ 21 ที่เล่าถึงการต่อสู้ดิ้นรนของตัวละครวัยรุ่นในครอบครัวและสังคมที่ไม่ยอมรับคนรักเพศเดียวกัน ส่วนใหญ่มักนำเสนอออกมาเป็นแนวดราม่า หรือโรแมนติก มีจำนวนน้อยมากที่ผู้กำกับจะหยิบเรื่องราวเหล่านี้มาเล่าในรูปแบบของภาพยนตร์สยองขวัญ เพราะเหตุนี้เอง Leviticus (2026) จึงเป็นเรื่องที่ผู้ชมตั้งตารอคอยกันตั้งแต่ตัวอย่างภาพยนตร์ถูกปล่อยออกมา

ผลงานสัญชาติออสเตรเลียจากผู้กำกับและผู้เขียนบทเชื้อสายเอเชีย Adrian Chiarella ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน LGBTQIAN+ ถ่ายทอดเรื่องราวลี้ลับที่เกิดขึ้นในชุมชนเคร่งศาสนา เมื่อความรักระหว่างเพศเดียวกันถูกตีตราว่าเป็นเรื่องผิดบาปร้ายแรง ดังนั้นแล้ว วัยรุ่นที่มี “พฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ” ไม่ตรงกับขนบของสังคม จึงถูกบังคับให้เข้าร่วมพิธีกรรมเพื่อรักษาให้กลายเป็นปกติ ทว่า กลับกลายเป็นการเรียกบางสิ่งที่ลี้ลับเหนือการควบคุมออกมาตามล่าพวกเขา จนนำพามาซึ่งเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวแก่เหล่าวัยรุ่นเคราะห์ร้ายที่ผ่านพิธีกรรมดังกล่าว โดยทางรอดเดียวคือการไม่ให้เข้าใกล้บุคคลที่ตนเองปรารถนาและดำรงตนอยู่ในกรอบชายจริงหญิงแท้ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น “สิ่งปกติ”

ภาพยนตร์ดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของตัวเอกอย่าง Naim Reid เป็นหลัก และปฏิเสธไม่ได้ว่าปฏิสัมพันธ์ระหว่าง Naim กับแม่เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่นำพาให้เกิดเรื่องราวน่าหวาดผวาทั้งหลายตามมา ในบทความนี้จึงอยากชวนวิเคราะห์ในแง่มุมจิตวิทยาในภาพยนตร์ Leviticus ตั้งแต่ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกภายในเรื่อง ลักษณะการเลี้ยงดูที่ส่งผลต่อบุคลิกภาพของลูก ไปจนถึงผลกระทบทางจิตใจที่เกิดขึ้นเมื่อวัยรุ่นเควียร์เติบโตมาในครอบครัวที่เคร่งศาสนา

หลังจากนี้จะมีการเปิดเผยเนื้อหาในภาพยนตร์ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

LEVITICUS รักร้ายกลายร่าง I Official Trailer (ซับไทย)

ช่องว่างในการเลี้ยงดูที่กัดกินชีวิตเด็ก

Leviticus ไม่ได้บอกถึงรายละเอียดเกี่ยวกับพ่อโดยตรง แต่มีพูดถึงการสูญเสียพ่อและสามีที่เป็นหัวหน้าครอบครัวไป ซึ่งเป็นไปได้ว่าเมื่อพ่อเสียชีวิต แม่ของ Naim จึงต้องลุกขึ้นมาทำหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัวแทน แม้จะมีฉากที่คู่แม่ลูกมีปฏิสัมพันธ์พูดคุยกัน เดินทางไปเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาด้วยกัน แต่น้อยมากที่เราจะได้เห็นทั้งคู่แสดงออกถึงความห่วงใยต่อกันอย่างชัดเจน ทั้งๆ ที่ทั้งสองเพิ่งจะผ่านเหตุการณ์สูญเสียบุคคลสำคัญไป และต้องเผชิญกับอีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของชีวิตจากการย้ายบ้าน

ผลกระทบทางจิตใจย่อมเกิดขึ้นอยู่แล้วเมื่อคนเราต้องจากลาสิ่งแวดล้อมที่คุ้นเคย โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น เพราะช่วงวัยนี้กำลังใช้เวลาในการค้นหาอัตลักษณ์ของตนเองผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับสังคมและสิ่งแวดล้อมรอบตัว ทั้งสังคมครอบครัว สังคมเพื่อน สังคมในโรงเรียน และอิทธิพลจากสื่อ 

ทว่า Naim และแม่กลับต่างคนต่างปรับตัวตามลำพังในสภาพแวดล้อมใหม่ อยู่บ้านเดียวกันแต่ก็เหมือนใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียว ไร้ซึ่งการพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ หรือแม้กระทั่งแสดงความรู้สึกเล็กๆ น้อยๆ ต่อกัน จนเกิดเป็นช่องว่างในความสัมพันธ์ของแม่ลูกที่ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ 

ตามทฤษฎีของ Baumrind การเลี้ยงดูที่มีประสิทธิภาพที่สุดในมุมมองของจิตวิทยาพัฒนาการคือการเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ (Authoritative Parenting Style) กล่าวคือการให้ลูกมีอิสระในการตัดสินใจทำสิ่งต่างๆ พูดคุยและรับฟังลูกด้วยเหตุผล คอยชี้ทางและให้คำแนะนำ ไม่ควบคุมพฤติกรรมลูกอย่างเข้มงวด แต่ก็ไม่ตามใจจนเกินไป ทำให้เด็กที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมนี้จะมีทักษะในการเข้าสังคมที่ดี กล้าตัดสินใจ มีความเชื่อมั่นในตนเอง สามารถปรับตัวเข้ากับกลุ่มคนได้อย่างเหมาะสม

เห็นได้ชัดว่าการแสดงออกของแม่ที่มีต่อ Naim ไม่ใช่การเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่อย่างที่ควรจะเป็น แม่พยายามดูแล Naim แค่ทางกายภาพ ดูแลเรื่องความต้องการขั้นพื้นฐานอย่างอาหารการกิน มอบความปลอดภัยในด้านที่พักอาศัยและความมั่นคงทางการเงิน ให้ลูกไปไหนมาไหนได้อิสระ แต่ในทางจิตใจแล้ว แม่ยังไม่สามารถเอาใจใส่ต่อความต้องการของลูกได้เพียงพอ เห็นได้จากเวลาที่ Naim ร้องขอความช่วยเหลือหรือพยายามอธิบายเรื่องราวประหลาดที่เกิดขึ้นให้แม่ฟัง หลายครั้งที่แม่มองว่าสิ่งที่ Naim เล่าเป็นเรื่องไม่สลักสำคัญและไม่ให้ความสนใจกับ Naim เท่าที่ควร 

สิ่งที่แม่แสดงออกกับ Naim จึงมีแนวโน้มว่าเป็นการดูแลแบบปล่อยปละละเลย (Neglectful Parenting Style) กล่าวคือ การที่พ่อแม่ขาดความเอาใจใส่ ไม่สามารถตอบสนองในยามที่ลูกต้องการได้ ตัวอย่างที่เด่นชัดคือตอนที่ Naim กลัวการอยู่คนเดียวมากๆ จนต้องหนีมานอนห้องเดียวกับแม่ แทนที่แม่จะแสดงความเป็นห่วง ถามลูกว่าเกิดอะไรขึ้นพร้อมกับช่วยกันหาทางแก้ปัญหา แต่แม่กลับเพิกเฉยความกังวลของลูก ซ้ำยังบอกให้ Naim เก็บของตนเองออกไปจากห้องแม่ด้วย

เด็กที่โตมากับการเลี้ยงดูเช่นนี้จะมีการรับรู้คุณค่าในตัวเองที่ค่อนข้างต่ำ รู้สึกกลัวที่จะต้องพึ่งพาคนอื่น เพราะในอดีตไม่เคยได้รับการช่วยเหลือหรือความเอาใจใส่จากคนในครอบครัว จึงพยายามเรียนรู้ที่จะหาทางแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยตนเอง ทั้งยังมีความกังวลสูงเมื่อต้องเข้าสังคม และมีแนวโน้มพึ่งพาการใช้สารเสพติดและแอลกอฮอล์ รวมถึงพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ เช่น การเล่นพนัน การกระทำที่ผิดกฎหมาย

Leviticus | "Summer's Next Big Horror Movie" | In Theaters Friday

บาดแผลจากการเติบโตมาในครอบครัวเคร่งศาสนา

ความท้าทายของการเป็นคนที่มีความหลากหลายทางเพศในครอบครัวที่เคร่งศาสนาเป็นอีกหนึ่งประเด็นหลักที่ Leviticus พยายามนำเสนอและชวนให้ผู้ชมคิดตาม ความเลื่อมใสศรัทธาในศาสนาไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด ข้อมูลวิจัยจากสาขาจิตวิทยาของมหาวิทยาลัย The Catholic University of America ชี้ให้เห็นว่าการนำคำสอนทางศาสนามาปรับใช้ในการเลี้ยงดูจะทำให้เด็กเรียนรู้และเข้าใจความรัก มีความเมตตา ความอดทน และให้อภัยผู้อื่น อีกทั้งการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนายังเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ส่งเสริมให้คนในครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน สร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกันกับคนในชุมชนอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงดูด้วยหลักคำสอนที่เคร่งครัดเกินไปอาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวและภายในชุมชนได้เช่นกัน คำสอนทางศาสนาสอนให้ผู้คนเกรงกลัวต่อการกระทำบาป แต่คนบางกลุ่มกลับนำมาปรับใช้ในทางมิชอบ โดยบิดเบือนคำสอนให้เอื้อต่อแนวคิดที่ตัวเองยึดถือ เพื่อสั่งสอนให้ผู้อื่นรู้สึกผิด ละอายใจในสิ่งที่ได้กระทำลงไป บางกรณีอาจถึงขั้นประณามอย่างรุนแรงในสิ่งที่บุคคลนั้นเป็น เกิดเป็นการกีดกันและไม่นับบุคคลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน หรืออย่างในภาพยนตร์ที่ตีตราว่าการรักเพศเดียวกันเป็นสิ่งที่ผิดบาปและสมควรได้รับการรักษา โดยการทำพิธีเพื่อล้างมลทินแก่ชาวเควียร์ต่อหน้าทุกคนในชุมชน ซึ่งไม่ต่างอะไรจากการบำบัดให้กลับเป็นชายจริงหญิงแท้ (Conversion Therapy) เพื่อให้ทุกคนได้เกรงกลัว

แม่ของ Naim รวมถึงผู้ใหญ่ในชุมชนเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้วัยรุ่นเกิดบาดแผลทางจิตใจ เพราะสิ่งแรกที่แม่ทำเมื่อรู้ว่า Naim มีความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกับเพื่อนอย่าง Ryan จนน่าสงสัย คือการเลือกที่จะบังคับลูกเข้าร่วมพิธีล้างมลทินอันน่าสยดสยองเพื่อให้ลูกรู้สึกเกรงกลัว ละอายต่อสิ่งที่ทำลงไป ทั้งที่รู้ว่าพิธีกรรมนี้อาจทำให้ลูกต้องทรมานจนถึงแก่ชีวิต แต่แม่ก็ยังตัดสินใจให้ Naim ไปอยู่ดี แทนที่จะลองพูดคุยเปิดใจและรับฟังเหตุผลของ Naim แน่นอนว่าปฏิกิริยาจากครอบครัวของ Ryan เองก็คงจะตอบสนองไม่ต่างกันเมื่อรู้ว่าลูกมีความสัมพันธ์กับเด็กหนุ่มร่วมชั้นเรียน

การกระทำเหล่านี้เองที่ทำให้เกิดผลกระทบทางจิตใจที่เรียกว่า Religious Trauma หรือบาดแผลทางจิตใจจากในศาสนา สิ่งนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้บุคคลนั้นอับอาย รับรู้คุณค่าของตนเองน้อยลง สงสัยในการมีอยู่และอัตลักษณ์ของตนเอง แต่ยังเป็นสาเหตุของอาการซึมเศร้า วิตกกังวล เกิดเป็นความหมกมุ่นอยู่กับเรื่องบาปกรรม นรก และการลงโทษ จนหวาดระแวงในทุกย่างก้าวเพราะกลัวว่าตนจะเผลอทำบาปอีก

บทบาทของครอบครัวในการสนับสนุนวัยรุ่นเควียร์

ในชีวิตจริงมีวัยรุ่นเควียร์จำนวนมากเหมือน Naim และ Ryan ที่ยังไปเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาและต้องเผชิญหน้ากับการถูกเลือกปฏิบัติจากคนอื่นๆ ในชุมชนเดียวกัน การถูกปฏิเสธจากคนในครอบครัว หรือคนในชุมชนศาสนาเดียวกันไม่เพียงแต่ทำให้วัยรุ่นเควียร์มีความเครียดและความกังวลที่สะสมมากขึ้น สถานการณ์เช่นนี้ยังอาจนำไปสู่อาการซึมเศร้า พวกเขาจะเริ่มตั้งคำถามว่าตนเองยังมีคุณค่าอยู่หรือไม่ เรายังคงเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มอยู่หรือเปล่า เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกทางลบทั้งหลาย วัยรุ่นที่มีอัตลักษณ์ LGBTQIAN+ บางส่วนจึงเลือกที่จะปิดบังอัตลักษณ์ทางเพศของตนเองไปเลย เช่นเดียวกับ Naim และ Ryan ที่ไม่สามารถแสดงออกว่ารู้จักและสนิทกันได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่โรงเรียนหรือที่โบสถ์ก็ตาม

หนึ่งข้อคิดที่ได้จากภาพยนตร์นี้คือครอบครัวมีบทบาทอย่างมากในสนับสนุนวัยรุ่นเควียร์ให้ได้เติบโต โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นที่พวกเขาจะได้สำรวจความชอบของตนเอง ทำความเข้าใจถึงความสามารถและความถนัด บทบาทของตนเองในสังคม รวมไปถึงการทำความเข้าใจเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศและรสนิยมทางเพศของตนเองด้วย การที่มีคนรับรู้และเข้าใจตัวตนที่เขาเป็นจะทำให้วัยรุ่นเควียร์ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวและมีความมั่นใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น

หากเกิดความไม่เข้าใจในตัวตนของวัยรุ่นเควียร์เพราะตัวเองไม่มีประสบการณ์โดยตรง กังวลว่าจะไม่มีความรู้ในเรื่องนี้มากพอ หรือเกิดความเข้าใจผิดเพราะการปลูกฝังแนวคิดเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกันที่มีรากมาจากกรอบเพศของสังคมหรือศาสนา สิ่งที่คนในครอบครัวเริ่มต้นทำได้เลยคือการเปิดใจทำความเข้าใจกับอัตลักษณ์ทางเพศจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้และนำเสนอความเป็นจริงโดยปราศจากอคติ รวมถึงทำความเข้าใจการเปิดเผยตัวตน (Coming Out) ของผู้มีความหลากหลายทางเพศ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเป็นพื้นที่ปลอดภัยแก่พวกเขา ถัดมาคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้วัยรุ่นเควียร์และคนในครอบครัวได้สื่อสารแบบเปิดกว้างที่ต่างฝ่ายต่างสื่อสารกันถึงความคิดและความรู้สึกที่เกิดขึ้น โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกตัดสินหรือถูกลงโทษ

เพราะพัฒนาการที่เด่นชัดที่สุดในช่วงวัยรุ่นคือการค้นหาตัวเอง มีโอกาสเรียนรู้และเข้าใจตนเองว่าชอบอะไร มีความสามารถในเรื่องไหน รวมไปถึงการค้นหาอัตลักษณ์ทางเพศด้วย ซึ่งตัวละครหลักทั้งสองของ Leviticus ได้เรียนรู้และเติบโตขึ้นจากความเจ็บปวดที่พวกเขาไม่ควรต้องประสบพบเจอตั้งแต่เแรก 

แม้ Naim และ Ryan จะไม่ได้รับอิสระในการค้นหาอัตลักษณ์ทางเพศของตนเองได้เต็มที่อันเนื่องมาจากครอบครัวและคนในชุมชนยังคงปิดกั้นความแตกต่างหลากหลายทางเพศ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ได้พยายามช่วยกันหาหนทางที่จะยอมรับตัวตนของกันและกันได้ โดยตัดสินใจเลือกเส้นทางที่จะทำให้ตนเองมีความสุขและไม่สงสัยในคุณค่าของตนเองอีกต่อไป

“If I’m going to live with this,
I don’t want it to look like some other dickhead.
I want it to look like you.”

Movie Poster

Loading…

Year–
Directed–
Written–
Run Time–
Parent Guide–
Cast
Watch Trailer Letterboxd

Resources: 

  • https://op.mahidol.ac.th/ga/mgr-68/
  • https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/83704
  • https://www.verywellmind.com/what-is-uninvolved-parenting-2794958
  • https://www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S2352250X16301920
  • https://scholarsarchive.byu.edu/cgi/viewcontent.cgi?article=1587&context=intuition
  • https://www.brightpathbh.com/faith-identity-lgbtq-teens-families/
  • https://www.apa.org/topics/lgbtq/evidence-against-conversion-therapy
  • https://www.psychologytoday.com/us/basics/conversion-therapy
  • https://www.abc.net.au/news/2018-12-06/indonesia-lgbtqi-conversion-therapy/10576900
  • https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC11562599/
  • https://helpyourteens.com/how-a-move-can-impact-a-teenager-emotionally/
  • https://emdrcenterofdenver.com/what-is-religious-trauma/
  • https://www.praxis-psychologie-berlin.de/en/wikiblog-english/articles/religion-and-childhood-trauma-faith-and-fear
🔄 อัปเดตเมื่อ: 06 กรกฎาคม 2026
Tags Film, Psychology, Queer Film, Queer Horror
Previous

[Review] Lesbian Space Princess เมื่อเจ้าหญิงเลสเบี้ยนท่องเกย์แล็กซีสุดวายป่วง

[Exclusive Interview] hongjoin on his musical journey, love and growth through his album ‘CLOCKWORK’

Next
The Noize magazine Interview - Leela Varghese - Lesbian Space Princess - Baturu

[Exclusive Interview] Leela Varghese ผู้กำกับและเขียนบทร่วมภาพยนตร์ Lesbian Space Princess ภารกิจทะยานสู่ห้วงอวกาศสุดเควียร์

Watch, Interview, LGBTQIAN+
hongjoin - exclusive interview - the noize magazine

[Exclusive Interview] ชวน hongjoin พูดคุยเกี่ยวกับเส้นทางดนตรี กับการถ่ายทอดความรักและการเติบโตผ่านกลไกเวลาในอัลบั้ม ‘CLOCKWORK’

Interview, Music
Ernxst, Or The Importance Of Being - Concord Theatricals Recordings

สายมิวสิคัลห้ามพลาด Ernxst, Or The Importance Of Being ปล่อยอัลบั้มบันทึกเสียงของมิวสิคัลเควียร์เรื่องใหม่ ดัดแปลงจาก The Importance of Being Earnest

Music, LGBTQIAN+
รู้จัก Non-binary เพศสภาพที่กว้างกว่าแค่สังคมชายหญิง

รู้จัก Non-binary เพศสภาพที่กว้างกว่าแค่สังคมชายหญิง

International Non-Binary People’s Day ความสำคัญของวันนอนไบนารีสากล

International Non-Binary People’s Day ความสำคัญของวันนอนไบนารีสากล

[Exclusive Interview] Kid Sistr คลื่นลูกใหม่วงอินดี้ร็อก กับอัลบั้ม EP ใหม่อย่าง American Teenage Prophecy เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของเควียร์

[Exclusive Interview] Kid Sistr คลื่นลูกใหม่วงอินดี้ร็อก กับอัลบั้ม EP ใหม่อย่าง American Teenage Prophecy เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของเควียร์

[Exclusive Interview] Kid Sistr: The Rising Indie-Rock Wave Sharing Queer Stories Through New EP ‘American Teenage Prophecy’

[Exclusive Interview] Kid Sistr: The Rising Indie-Rock Wave Sharing Queer Stories Through New EP ‘American Teenage Prophecy’

The Last Dinner Party ปล่อยซิงเกิลใหม่ Knocking at the Sky ส่งท้ายอัลบั้ม From The Pyre (Deluxe)

The Last Dinner Party ปล่อยซิงเกิลใหม่ Knocking at the Sky ส่งท้ายอัลบั้ม From The Pyre (Deluxe)

[Exclusive Interview] Leela Varghese ผู้กำกับและเขียนบทร่วมภาพยนตร์ Lesbian Space Princess ภารกิจทะยานสู่ห้วงอวกาศสุดเควียร์

[Exclusive Interview] Leela Varghese ผู้กำกับและเขียนบทร่วมภาพยนตร์ Lesbian Space Princess ภารกิจทะยานสู่ห้วงอวกาศสุดเควียร์

หมวดหมู่

  • Analysis
  • English articles
  • Events
  • Fashion & Beauty
  • Games
  • Get To Know
  • Interview
  • LGBTQIAN+
  • Life & Culture
  • Music
  • Podcast
  • Politics
  • Read
  • Review
  • Travel
  • Uncategorized
  • Watch

เรื่องล่าสุด

  • The Last Dinner Party ปล่อยซิงเกิลใหม่ Knocking at the Sky ส่งท้ายอัลบั้ม From The Pyre (Deluxe)
  • [Exclusive Interview] ชวน hongjoin พูดคุยเกี่ยวกับเส้นทางดนตรี กับการถ่ายทอดความรักและการเติบโตผ่านกลไกเวลาในอัลบั้ม ‘CLOCKWORK’
  • [Exclusive Interview] hongjoin on his musical journey, love and growth through his album ‘CLOCKWORK’
  • Leviticus รักร้ายกลายร่าง ความไม่กระจ่างของจิตวิทยาการเลี้ยงดูที่ทำร้ายวัยรุ่นเควียร์ยิ่งกว่าปีศาจตนไหน
  • [Review] Lesbian Space Princess เมื่อเจ้าหญิงเลสเบี้ยนท่องเกย์แล็กซีสุดวายป่วง
  • [Exclusive Interview] Leela Varghese ผู้กำกับและเขียนบทร่วมภาพยนตร์ Lesbian Space Princess ภารกิจทะยานสู่ห้วงอวกาศสุดเควียร์
  • Wolf Alice กลับมาพร้อมกับเพลง Gospel Oak ซิงเกิลเพิ่มเติมจาก The Clearing เตรียมปล่อยเต็ม 21 สิงหาคมนี้
  • Neagley จากจักรวาล Reacher เตรียมฉายบน Prime Video ในวันที่ 16 กันยายนนี้ ต่อจาก Reacher ตอนสุดท้าย
  • Home
  • All Articles
  • About
  • Contact
© 2026 The Noize Magazine
  • Watch
  • Music
  • Get To Know
  • Read
  • Interview
  • LGBTQIAN+
  • Podcast
  • Life & Culture
  • Events