The Monkey ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากเรื่องสั้นชวนสะพรึง โดยราชานิยายสยองขวัญ สตีเวน คิง ผลงานกำกับโดย ออสกูด เพอร์กินส์ ผู้กำกับสายสยองเจ้าของผลงานอย่าง Longlegs, Gretel & Hansel นำแสดงโดย ธีโอ เจมส์ (The White Lotus, Divergent) การันตีความสยองโดย เจมส์ วาน ผู้ให้กำเนิดแฟรนไชส์ Saw, Insidious และ The Conjuring ซึ่งรับหน้าที่โปรดิวเซอร์
เรื่องราวความสยองขวัญใน The Monkey เกิดขึ้นเมื่อฝาแฝด ฮาล และ บิล ค้นพบตุ๊กตาลิงของพ่อที่ห้องใต้หลังคา ก็เกิดการตายปริศนารอบตัวพวกเขา สองพี่น้องตัดสินใจทิ้งมันและใช้ชีวิตต่อไป ผ่านไปหลายปี สองแฝดแยกย้ายกันไปเติบโต การตายปริศนาปรากฏขึ้นกับคนที่พวกเขารู้จักอีกครั้ง ทั้งสองคนโคจรกลับมาเจอกันเพื่อทำลายตุ๊กตาลิงตัวนั้น ก่อนที่มันจะพรากชีวิตทุกคนที่พวกเขารักไป
“เหมือนมีชีวิต” นั่นคือศูนย์กลางของ “The Monkey” ไม่ใช่ “เสมือนจริง” ไม่ใช่เพราะดวงตาที่จ้องเขม็ง เสื้อผ้าสีสันสดใส และกลองและไม้กลองที่พร้อมหวดได้ทุกเมื่อ (ตามธรรมชาติแล้วลิงชิมแปนซีไม่ได้แต่งตัวแบบนั้นและเล่นเครื่องดนตรีไม่เป็น) ในเรื่องนี้เหมือนกับชีวิตจริงเพราะมันเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่คาดคิด ความวุ่นวาย เสียงหัวเราะที่กลบความเจ็บปวด และความจริงที่ว่าเราไม่สามารถควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเราได้ ทำได้เพียงเลือกวิธีตอบสนองเมื่อมีบางอย่างเกิดขึ้นเท่านั้น
The Monkey เป็นผลงานสยองขวัญชิ้นล่าสุดของนักเขียนและผู้กำกับ ออสกูด เพอร์กินส์ ซึ่งฝากผลงานหลอนกระฉ่อนโลกไว้เมื่อปีก่อนกับ Longlegs แต่อันที่จริงเขาได้สร้างชื่อในฐานะผู้กำกับที่มีสไตล์สยองชวัญเป็นเอกลักษณ์ ไม่รู้จักประนีประนอม เพอร์กินส์ใช้ความสยองขวัญเป็นผืนผ้าใบ วาดฉากแห่งความหวาดกลัวที่เต็มไปด้วยสถานการณ์อันเลวร้ายและตัวละครที่น่าขนลุก มอบประสบการณ์หลอนที่ผู้ชมได้สัมผัสร่วมกัน แม้ว่าภาพยนตร์ของเพอร์กินส์จะเงียบชวนอึดอัด แต่เขารู้วิธีที่ฉีกความเงียบด้วยคมมีดที่คมกริบเหมือนกรงเล็บปีศาจ
The Monkey สร้างจากเรื่องสั้นชื่อเดียวกันในปี 1980 โดย สตีเวน คิง เรื่องราวติดตามชายชื่อ ฮาล เชลเบิร์น ซึ่งถูกทรมานโดยลิงตีกลองที่นำโชคร้ายมาสู่ใครก็ตามที่ครอบครองมัน ฮาลพบมันครั้งแรกท่ามกลางข้าวของในตู้เก็บของ หลังจากนั้นเขาก็เริ่มสูญเสียคนใกล้ตัวไปจากอุบัติเหตุสุดสลด ฮาลเชื่อว่าลิงตัวนี้เชื่อมโยงกับหายนะ ฮาลจึงโยนมันลงไปในบ่อน้ำบาดาล แต่มันก็กลับมาเพื่อทำลายชีวิตฮาลอีกครั้ง แม้ว่าจะผ่านไปหลายสิบปี ฮาลจึงร่วมมือกับลูกชายของเขาเพื่อพยายามกำจัดมันให้สิ้นซาก
ผู้ที่ช่วยให้เพอร์กินส์ดัดแปลงผลงานของสตีเวน คิง ออกมาสำเร็จคือบริษัท Atomic Monster ของ เจมส์ วาน และ The Safran Company โดย ปีเตอร์ ซาฟราน ซึ่งเคยช่วยผลิตผลงานในจักรวาล The Conjuring ของวาน รวมถึงภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง Aquaman และ The Suicide Squad ทั้งสองฝ่ายเสนอเรื่องย่อและบทฉบับร่างให้เพอร์กินส์ เขาติดใจพล็อตทันที ยินดีที่จะเข้ามากำกับ และเริ่มต้นเขียนบทขึ้นมาใหม่ทั้งหมด หลังจากอ่านต้นฉบับอีกครั้ง เขาไม่ได้กลับไปพึ่งมันอีกเลย นี่เป็นก้าวสำคัญสำหรับเพอร์กินส์ แถมทีมโปรดิวเซอร์ไม่ได้อยากทำ “ก๊อปปี้โชว์”
เดิมทีตั้งใจที่จะทำหนังเรื่องนี้ตามระบบสตูดิโอ แต่กลุ่มทุนไม่เข้าใจสิ่งที่เพอร์กินส์พยายามจะนำเสนอ “สตูดิโอบอกว่า ‘ทำไมคุณไม่แก้ให้มันออกมาเหมือนเรื่องนั้นเรื่องนี้ล่ะ’ ซึ่งเรื่องที่เขาบอกมันก็เจ๊งนะ” เพอร์กินส์เล่า “ผมก็เลยบอกว่า ‘ไม่ มันไม่ใช่แบบนั้นเลย พวกคุณไม่เข้าใจหรือไง?’ และโปรดิวเซอร์กับผมก็เห็นตรงกันว่าเสียเวลาเปล่า” แม้ว่าจะต้องทำหนังอินดี้อีกครั้ง แต่มันไม่ใช่เรื่องน่ากังวลสำหรับเพอร์กินส์ และด้วยการสนับสนุนอย่างเต็มที่จาก Safran และ Atomic พวกเขาจึงเริ่มทำมันในแบบของพวกเขา
เพอร์กินส์ดัดแปลงโดยคงโครงเรื่องหลักสตีเวน คิงไว้ แต่เพิ่มมุมมองและเอกลักษณ์ส่วนตัวที่ทำให้ผลงานของเขาโดดเด่นลงไป โดยการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุด คือการทำให้ ฮาล มีฝาแฝดชื่อ บิล เพอร์กินส์ต้องการให้ความสัมพันธ์ของพี่น้องเป็นศูนย์กลางของเรื่อง เพราะเขาโตมาแบบนั้น “การพัฒนาบทช่วงแรกๆ คุณมักจะต้องออกแบบตำนานหรือความเป็นมา หรืออสุรกายหลักของเรื่องคืออะไร และทำไมมันถึงสยอง หรือมันออกล่ายังไง สำหรับเรื่องนี้มันยากเพราะลิงในเรื่องไม่ได้ลงมือฆ่าเอง” เพอร์กินส์กล่าว “มันไม่เหมือน Chucky หรือ Gremlins หรือ M3gan มันแค่ตีกลองและคนรอบๆ มันก็ตาย ดังนั้นผมต้องหาว่าอะไรที่สมเหตุสมผล ในหนังทุกเรื่องที่ผมทำ ผมพยายามทำให้มันเกี่ยวกับผม” ความสัมพันธ์ของบิลและฮาล ความเป็นมาของทั้งสอง และได้โคจรกลับมาเจอกันเพื่อคลายปมในใจ เหมือนกับเพอร์กินได้ใส่บันทึกชีวประวัติของตัวเองลงไป
Tatiana Maslany ในการรับบทแม่เลี้ยงเดี่ยว
นอกจากนี้เพอร์กินส์ยังเน้นความสัมพันธ์ระหว่างแฝดเชลเบิร์นกับแม่เลี้ยงเดี่ยวของพวกเขา โลอิส ซึ่งรับบทโดย ทาเทียนา มาสลานี เธอตกลงรับบทนี้หลังจากได้ร่วมงานกับเพอร์กินส์ในภาพยนตร์เรื่อง Keeper และกระตือรือร้นที่จะได้กลับไปที่กองถ่ายกับเพอร์กินส์อีกครั้ง “ฉันเคยร่วมงานกับออสเมื่อปีที่แล้ว และมันเป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่งมาก” มาสลานีกล่าว “มันเป็นหนังทุนต่ำ กองเล็กๆ ทีมงานเลยสนิทกันมาก มีแต่คนที่ทำงานร่วมกันมาหลายปี ฉันก็เข้ามาทำงานและรู้สึกว่า ‘การทำหนังก็เป็นกันเองแบบนี้ได้นะ’
หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของ Longlegs คือการที่เพอร์กินส์นำเสนอระหว่างแห่งความจริง กับโลกที่เราถูกบังคับให้เชื่อโดยพ่อแม่ของเรา ใครกันที่เป็นฝ่ายถูกปกป้องเมื่อผู้ใหญ่โกหกเด็กๆ เพื่อสร้างความจริงปรุงแต่งที่ดูดีกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นจริง? เกิดอะไรขึ้นกับเราเมื่อเติบโตขึ้น แต่กลับมาต้องคลี่คลายปมที่เคยถูกกรอกใส่หัว เพื่อค้นหาว่าเราคือใครและเป็นมาอย่างไร? การตั้งคำถามเกี่ยวกับบทบาทของการเป็นแม่ถูกเรียงร้อยไปใน The Monkey เช่นกัน และการที่เพอร์กินส์ให้ความสำคัญอย่างมากกับบทบาทของแม่ บทโลอิสจึงใช้นักแสดงมากฝีมือ และมีพลังพอที่จะรับมือกับอารมณ์ที่หลากหลายของภาพยนตร์เรื่องนี้
“ทาเทียนาคือยอดฝีมือ” เพอร์กินส์กล่าว “เธอแสดงได้ 20 แบบใน 20 เทค ซึ่งมันดีทั้งหมด ทั้งจริงใจ สนุก น่าสนใจ และคาดไม่ถึง แม้ว่าดูเหมือนเธอจะหมดมุกแล้ว แต่เธอมีอาวุธลับซ่อนอยู่เสมอ ดังนั้นการได้ใครสักคนมารับบทแม่ของผม หรืออย่างน้อยก็สิ่งที่ผมรู้สึกต่อแม่ มันเหมือนได้นักแสดงที่เก่งที่สุดมาร่วมงานด้วย” ผู้ชมจะเข้าถึงแก่นของหนังผ่านตัวละครโลอิส
เธอเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องดูแลลูกชายแฝด แม้ว่าจะยังแค้นที่ถูกสามีทิ้งไปเมื่อหลายปีก่อน มาสลานีโผล่มาเฉพาะช่วงย้อนอดีตปี 1999 แม้จะมีบทพูดไม่กี่ประโยค แต่ผู้ชมจะเข้าใจตัวละครของเธอทะลุปรุโปร่ง ไม่ว่าจะเป็น อารมณ์ขันร้ายๆ, จริงจัง , รักลูกๆ แต่ไม่โอ๋จนเกินพอดี, ไม่กลัวที่จะใช้คำหยาบ โลอิสทุ่มเทเต็มที่ เธอมอบสิ่งดีที่สุดให้ลูกๆ แม้ชีวิตของเธอจะเจอแต่เรื่องไม่คาดคิด ความรักและปัญญาของเธอปกป้องลูกๆ จากความจริงอันโหดร้าย โดยที่ไม่ปิดบังว่าโลกนี้มันโหดร้ายขนาดไหน เธอเหมือนเป็นตัวแทนของเสียงหัวเราะกลางงานศพ และในฐานะนักแสดงเพียงคนเดียวที่เคยได้รางวัลเอ็มมีจากซีรีส์ที่เธอรับบทเป็น 15 ตัวละคร มาสลานีมีฝีมือครอบจักรวาล พร้อมรับทุกมิติของบทนี้อย่างแน่นอน
คริสเตียน คอนเวอรี ซึ่งรับบทเป็นฮาลและบิลวัยเด็ก ก็ทึ่งกับการแสดงของแม่ในจอของเขาไม่ต่างกับเพอร์กินส์ “ทำงานกับทาเทียนาสนุกมาก” นักแสดงกล่าว “เธอเข้าถึงบทร้อยเปอร์เซ็นต์ เธอทำให้ผมอยากแสดงกับเธอ วิธีที่เธอแสดงและพูดไดอะล็อก เธอเปลี่ยนมันแทบทุกเทค และมันน่าดึงดูดมาก ผมรักการทำงานกับเธอ ผมได้เรียนรู้หลายอย่างจากเธอ”
ปมในวัยเด็ก เรื่องของพ่อที่ทอดทิ้ง และของต่างหน้า ตุ๊กตาลิงตีกลอง
อีกธีมหนึ่งที่เพอร์กินส์กลับมาสำรวจใน The Monkey คือเรื่องของพ่อที่ทอดทิ้ง ชายที่ทิ้งลูกๆ ไว้ให้มีความปรารถนาที่จะได้รู้ความจริงเกี่ยวกับพ่อที่พวกเขาไม่เคยรู้จัก ในเรื่องนี้เด็กชาย Shelburn มีความสุขดีกับแม่ของพวกเขา แต่ที่น่าเศร้าคือเมื่อฮาลกลายเป็นพ่อ เขาก็ห่างเหินจากลูก ปล่อยให้ลูกชายปรารถนาอยากจะรู้ความจริง ไม่ต่างจากตัวเขาเองในวัยเด็ก เมื่อฝาแฝดพบลิงตีกลองท่ามกลางข้าวของเก่าๆ ของพ่อ สำหรับเด็กที่ไม่สู้คนอย่างฮาล ตุ๊กตาลิงนั้นเริ่มต้นจากการเป็นสื่อกลางเชื่อมต่อกับพ่อที่เขาได้แต่คิดถึง นักบินที่เดินทางไปทั่วโลก ตระเวนหาของที่ระลึกให้ลูกชาย นั่นแปลว่าอย่างน้อยครั้งหนึ่ง เขาต้องเคยใส่ใจลูกๆ ใช่ไหม?
“เป็นที่รู้กันว่าผมเจอเรื่องน่าตกใจในชีวิตมาเยอะ เสียทั้งพ่อและแม่จากเหตุการณ์ที่ยากจะอธิบาย” เพอร์กินส์กล่าว “ผมอยากใช้หนังเรื่องนี้เป็นเครื่องเยียวยาประสบการณ์เหล่านั้น ใช้ความตลกหลุดโลกเข้ามาช่วย มันให้ความรู้สึกเหมือนว่าลิงตัวนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงสิ่งเลวร้ายที่จะเกิดขึ้น แต่มันก็เข้าถึงง่าย ประหลาด และเหนือจริงในแบบของมันเอง มันดูเหมือนว่าทุกอย่างผสมกันได้กลมกลืน”
แล้วลิงตัวนี้คืออะไร? นั่นเป็นคำถามที่ตอบได้ยาก
มันไม่ใช่ของเล่น ห้ามเรียกมันว่าของเล่น แต่สิ่งที่ลิงตัวนี้มีเป็นนั้นยากจะจำกัดความ ในแง่หนึ่งมันคือยมทูตไร้ปรานี ซึ่งเลือกเหยื่อแบบสุ่มจับฉลากผู้โชคร้าย ผู้ชมได้เห็นลิงเป็นครั้งแรกในเรื่องในฉากเดียวกับที่พ่อของเด็กๆ เชลเบิร์นปรากฏตัว ซึ่งเป็นฉากเดียวในหนัง โดยได้อดัม สก็อตต์ มารับบท มันเป็นฉากที่เขาพยายามขายลิงให้กับเจ้าของโรงจำนำ สก็อตต์สวมชุดกัปตันโชกเลือด เขาบอกกับเจ้าของร้านว่ามันไม่ใช่เลือดของเขา เขาได้ลิงตัวนี้มาเป็นของขวัญลูกชาย แต่เขาคิดผิดที่ซื้อมันมา และอยากกำจัดมันให้พ้นหน้าเร็วที่สุด เพราะมันดูเหมือนจะมีพลังที่จะนำความหายนะครั้งใหญ่มาให้ แม้ว่าลิงเริ่มตีกลอง แต่เจ้าของร้านไม่สะทกสะท้าน มันคือสัญญาณบอกว่าลางร้ายกำลังมาเยือน จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุวิปโยค เจ้าของร้านโดนทะลวงไส้ จนคุณเชลเบิร์นต้องคว้าเจ้าลิงหนีอีกครั้ง
“ผมไม่รู้เหมือนกันว่าลิงตัวผู้หรือตัวเมีย” ธีโอ เจมส์ กล่าว เขารับบทเป็นฮาลและบิลในวัยผู้ใหญ่ “ลิงตัวนี้มีอำนาจลึกลับ มันมีพลังบันดาลให้เกิดความตาย พร้อมทำลายทุกสิ่งรอบตัวได้ตลอดเวลา มันยังสามารถทำให้คำอธิษฐานเป็นจริง ให้พรด้วยความตาย ลิงเป็นเหมือนนิทานสอนใจ ว่าความตายกำลังไล่ตามและอยู่รอบตัวเราตลอดเวลา เราไม่สามารถเอาชนะมันได้ ยังไงเราก็ต้องพบจุดจบกันทุกคน แต่มนุษย์เรา…ไม่แน่ใจว่าเป็นพรหรือคำสาปกันแน่…ในช่วงวัยหนุ่มสาว ความตายเหมือนไม่มีอยู่จริง แต่มันอยู่ที่นั่นตั้งแต่วันแรกที่เราลืมตาดูโลก มันขึ้นอยู่กับว่าคุณรับมือกับมันอย่างไร และมันส่งผลอย่างไรกับเรา” เจมส์ยังตั้งคำถามว่ามีลิงจริงๆ หรือเปล่า หรือมันแค่บาดแผลทางใจของครอบครัวเชลเบิร์นจนปั้นมันขึ้นมา เป็นสัญลักษณ์วัฏจักรแห่งความเจ็บปวดหรือความผิดปกติที่พวกเขาไม่สามารถปลดแอกได้
มาสลานีเสนออีกความเป็นไปได้ซึ่งสอดคล้องกับธีมที่เพอร์กินส์ยึดมั่นมาโดยตลอดคือสิ่งที่รุ่นพ่อแม่ส่งต่อสู่ลูก และการที่อดีตมีอิทธิพลต่ออนาคตของเรา “ลิงเป็นตัวแทนหลายสิ่ง” เธอกล่าว “มันคือสิ่งที่เราได้รับสืบทอดมาจากพ่อแม่ที่เราไม่รู้จัก หรือพ่อแม่ที่เรารู้จัก? มรดกอะไรที่ส่งต่อมาถึงเรา สิ่งที่เราต้องจำใจรับ หรือโชคร้ายที่เราทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมรับ? อะไรคือสิ่งที่ถูกทิ้งไว้ให้เรา ทั้งทางจิตใจและร่างกาย?”
เพอร์กินส์ก็มีการตีความลิงในแบบของตัวเอง “มันเกือบจะดูไร้สาระที่ลิงมันไม่ได้ทำอะไรเลย คนตายอยู่แล้วตลอดเวลา อันที่จริง ทุกคนต้องตายไม่ช้าก็เร็ว ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และบางครั้งมันก็เป็นเรื่องปกติ ธรรมดา แต่บางครั้งมันก็น่าสลดและอนาถเกินบรรยาย” นักเขียน-ผู้กำกับกล่าวต่อ “ในชีวิตส่วนตัวของผม ผมเจอมาแล้วทั้งสองด้าน ผมเจอการตายที่กลายเป็นโศกนาฏกรรม ผมเจอเรื่องแปลกๆ มากับตัว ดังนั้นผมจึงนำมาปรับ เกิดเป็นไอเดียที่ว่า ‘ถ้าลิงมันแค่นั่งเฉยๆ ล่ะ?’ แน่นอนว่ามันอยู่เบื้องหลังการตาย แต่ผมผสานมันเข้ากับแนวคิดสากลที่ว่าทุกคนต้องตาย คำถามคือเมื่อไหร่ต่างหาก”
เหมือนกับที่เขียนไว้บทฝากล่อง:
ลิงบดเครื่องใน
เหมือนมีชีวิต
และเช่นเดียวกับชีวิตจริง เจ้าลิงไม่รับคำขอใดๆ ทั้งสิ้น ไขลานเมื่อไหร่ ก็ต้องเสี่ยงรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นต่อไป
ถ้าทั้งหมดนี้ฟังดูเหมือนมันเป็นหนังไร้สาระสุดขั้ว ลิงตัวน้อยตีกลองที่นำความตายมาสู่ผู้ที่มันเลือก เพอร์กินส์เห็นด้วยกับคุณ เพราะองค์ประกอบต่างๆ ของเรื่องล้วนส่งไปทางนั้น มันเป็นโอกาสสำคัญให้เพอร์กินส์ได้ลองเปลี่ยนบรรยากาศผลงานของเขา แม้ว่าผลงานส่วนใหญ่จะไม่ได้แสดงให้เห็นด้านนี้ แต่ในชีวิตจริงเพอร์กินส์เป็นคนตลกมาก เขาฉลาดและมีไหวพริบ เตรียมมุขตลกไว้เต็มกระเป๋า แดนนี่ เวอร์เม็ตต์ ผู้ออกแบบงานสร้างของ The Monkey เผยว่าตอนที่ทำงานใน Longlegs เขากับผู้กำกับภาพ แอนเดรส อาโรชี คุยกันว่าในที่สุดเพอร์กินส์ก็ได้เขียนหนังตลกสักที “เราคุยกันว่า ออสต้องเขียนหนังตลก เขาเป็นคนตลกธรรมชาติ ปล่อยมุขเรี่ยราด เขาจะบอกคุณว่าเขาคิดและรู้สึกอย่างไรตลอดเวลา ซึ่งมันก็คืออารมณ์ขันของเขานั่นแหละ”
ในงานแถลงข่าวของ Longlegs ผู้กำกับได้เล่าเรื่องตลกที่ลูกสาววัยรุ่นบอกกับเขาว่า “พ่อ หนังมันไม่ได้ซับซ้อนขนาดนั้น” และมันกลายเป็นคติที่เขายึดมั่น ยิ่งเมื่อเวลาผ่านไป “ผมรู้สึกว่ายิ่งผมทำหนังมากเท่าไหร่ หนังของผมยิ่งทำให้ผู้ชมขวัญกระเจิงมากขึ้นเท่านั้น” ผู้กำกับกล่าว “ผมรู้สึกว่ายิ่งผมอายุมากขึ้น ยิ่งมองโลกลึกซึ้งขึ้น ความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ อาจจะน่าสนใจกว่าเดิม เนื้อหาหนักแน่นขึ้น จับต้องได้มากขึ้น ดังนั้นอารมณ์ขันในเรื่องนี้ทำให้ทุกอย่างมันกลมกลืนกันสำหรับผม”
หนังสองแนว ทั้งสยองขวัญและตลก เหมือนเป็นเพื่อนสนิทกัน จอร์แดน พีล ทำให้แฟนภาพยนตร์ต้องตะลึงด้วยบทระดับออสการ์ใน Get Out ซึ่งทำให้ผู้ชมหัวเราะเสียงดัง ก่อนที่จะอ้าปากค้างด้วยความสยอง และการที่พีลมีพื้นฐานจากโลกคอมเมดี้ เหมือนเป็นแบบฝึกหัดด้านจังหวะ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้หนังสยองขวัญเรื่องหนึ่งประสบความสำเร็จเช่นกัน มันว่าด้วยการค่อยๆ ไต่ระดับอารมณ์อย่างอดทนจนถึงจุดพีค เพียงแค่เปลี่ยนจากเสียงหัวเราะท้องแข็งเป็นการกรีดร้องด้วยความกลัวสุดขีด มันว่าด้วยการหาจุดที่เหมาะสม
แม้ว่าแฟนๆ หนังสยองขวัญจะให้การต้อนรับผลงานของเพอร์กินส์เป็นอย่างดี แต่จากประวัติครอบครัวก็เหมือนว่าฟ้าลิขิตมาแล้วให้เขาเดินสายนี้ แต่เมื่อเขามีประสบการณ์มากขึ้นเช่นเดียวกับอายุ นักทำหนังผู้นี้กล่าวว่าเขาเริ่มสนใจในหนังแนวที่ต่างออกไปจากทุกที “ผมคิดว่าผมเริ่มทำหนังสยองขวัญ…ผมไม่อยากบอกว่ามันเลี่ยงไม่ได้…แต่เป็นเพราะพ่อผม แถมมันให้ความรู้สึกเหมือนนี่เป็นสิ่งที่ผมต้องทำ มันยังมีหนังสยองขวัญหลายเรื่องที่ผมรัก ดังนั้นผมจึงทำมันอยู่สองสามเรื่อง ไม่ใช่ว่าผมไม่ชอบมัน แต่บอกตรงๆ ว่าผมไม่ได้ไล่ตามดูหนังสยองขวัญ โดยเฉพาะเรื่องใหม่ๆ ผมชอบหนังเก่าๆ อย่าง Eyes Without A Face หรือ Don’t Look Now” เพอร์กินส์อธิบาย เขายืมโทนหนังจิตหลุดอย่าง Death Becomes Her และ Malignant ซึ่งผู้กำกับบอกว่า “ตลกชิบหาย” และกำกับโดยเจมส์ วาน โปรดิวเซอร์ของเขาในครั้งนี้ มาเป็นอ้างอิงสำหรับ The Monkey
“แต่หนังสยองขวัญโดยทั่วไปมักทำให้ผมรู้สึกแย่ ดังนั้นผมจึงคิดในใจเสมอ ‘ผมทำให้คนรู้สึกแย่เพราะผลงานที่ผมทำอยู่หรือเปล่า? ผมรู้ว่าพวกเขาชอบมัน แต่ผมชอบมันไหม?’ ดังนั้นไอเดียในการสร้างสิ่งที่ทำให้ผมหัวเราะจึงออกมาตามธรรมชาติ ผมรอดูว่าผมอยากทำอะไรต่อไป แต่รู้สึกว่าการกลับไปทำอะไรที่จริงจังคงยาก”
Theo James ชิมลางหนังสยองขวัญครั้งแรกในบทฝาแฝดสุดท้าทาย
การเลือกนักแสดงนำที่มีกรามชัดเจนได้รูป แถมหล่อเหลาปานเทพบุตร โดยมีจุดประสงค์เพื่อเอาเขามาหลอนลืมหล่อใน The Monkey คือสิ่งที่นำพาเพอร์กินส์ดึงตัวเจมส์มารับบทฝาแฝดเชลเบิร์นวัยผู้ใหญ่ ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเจมส์ได้ขยายขอบเขตผลงานด้วยซีรีส์อย่าง The Gentlemen และ White Lotus แต่สร้างชื่อจากการรับบทในโปรเจ็กต์ต่างๆ เช่น Downton Abbey และแฟรนไชส์ Divergent การได้สวมบทบาทตัวละครที่แตกต่างสุดขั้วในเรื่องนี้ มอบพื้นที่ให้เขาได้ลองเล่นได้สองแบบ
“ฮาลเก็บทุกอย่างไว้ในใจ” นักแสดงกล่าว “ผมชอบบทที่สามารถถ่ายทอดรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ คุณเห็นมันผ่านดวงตา ฮาลก็ถูกบั่นทอนจากบาดแผลในใจ และความตายที่วนเวียนตัวเขา สำหรับบิลตรงมันกันข้าม เขาใส่แต่เสื้อผ้าที่ใส่ได้ทั้งสองเพศ เขาไม่สนใจว่าโลกมองเขายังไง เขาเต็มไปด้วยออร่าแห่งความมั่นใจและบ้าคลั่ง”
เจมส์ไม่ใช่ตัวเลือกที่ใครคาดคิดที่จะมารับบทหนุ่มขี้กังวลอย่างฮาล หรือจอมสติแตกอย่างบิล แต่การเลือกนักแสดงที่ฉีกภาพจำคือสิ่งที่ดึงดูดเพอร์กินส์ “ผมคิดว่าเขาเหมาะจริงๆ ผมอยากได้คนที่ไม่ได้ขึ้นชื่อด้านตลก แต่ผมคิดว่าเขาตลก” เพอร์กินส์อธิบาย เขารู้จักเจมส์ครั้งแรกในช่วงที่โควิดกำลังพีค เมื่อเพอร์กินส์ถูกทาบทามให้ผลิตและดูแลซีรีส์ที่เจมส์ร่วมแสดง แต่ก็ไม่เคยกลายเป็นรูปเป็นร่าง “ผมคิดว่าบุคลิกของเขาคงเหมาะกับบทนำ เอาคนเท่ๆ อย่างเขามาเป็นคนพูดติดอ่างแบบฮาล ส่วนบิล เขาสามารถถ่ายทอดอะไรที่มากบทกว่าคนคลั่งจิตหลุด มันเกือบจะเป็นอารมณ์แบบ ไทเลอร์ เดอร์เดน ใน Fight Club ด้วยซ้ำ ตัวละครนั้นเหล่านั้นมันต่างจากบทที่ธีโอเคยรับมาก ผมคิดว่ามันน่าตื่นเต้น”
เจมส์เองก็ตื่นเต้นที่จะร่วมงานกับเพอร์กินส์อีกหลังจากโปรเจ็กต์แรกของพวกเขาถูกพับเก็บไป ตอนนั้น นักแสดงไล่ดูผลงานทั้งหมดของเพอร์กินส์เพื่อซึมซับสไตล์ของเขา และเจมส์ก็ชอบสิ่งที่เขาเห็น “ภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาดาร์กสุดขั้นแต่ก็เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน ซึ่งผมชอบ” เจมส์กล่าว “เดิมพันในหนังของมันซับซ้อนและมืดมน แต่ก็มีกลิ่นอายฮอลลีวู้ดยุคเก่าอยู่ด้วย ซึ่งผมชอบกลิ่นอายนั้น”
ความรักต่อภาพยนตร์คลาสสิกใน The Monkey
เพื่อนร่วมงานของเพอร์กินส์บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาศิษย์ตัวจริงของโลกภาพยนตร์ และความรักของเขาที่มีต่อภาพยนตร์คลาสสิกนั้นปรากฏเต็มที่ใน The Monkey มากกว่าผลงานก่อนหน้าของเขาอย่าง I Am The Pretty Thing That Lives in The House และ The Blackout’s Daughter ที่ให้กลิ่นอายแบบหนังสยองขวัญอาร์ตเฮาส์ ซึ่งล้วนมีความเหนือกาลเวลาที่ดึงดูดแฟนหนังสยองขวัญทุกสาย เทียบเคียงกับผลงานประเภทนี้ที่ประสบความสำเร็จตามมาอย่าง The Witch และ Goodnight, Mommy ตรงกันข้าม ในเรื่องนี้เป็นการดัดแปลงที่ความเป็นหนังกระแสหลักเต็มเปี่ยม อาจบอกได้ว่าผลงานก่อนหน้าของเพอร์กินส์มีบรรยากาศอึมครึม The Monkey กลับตูมตาม ผู้กำกับเริ่มทดลองใช้จัมป์สแกร์ครั้งแรกใน Longlegs ซึ่งในเรื่องนี้เขาเร่งมันไปจนถึงขีดสุด
“เขาบอกว่ามันเหมือน Gremlins เจอกลิ่นอายของ Hereditary ซึ่งผมว่ามันค่อนข้างตรง” เจมส์กล่าว “ออสฉีกแนวเล็กน้อยในเรื่องนี้ เพราะมันเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน มันตลกมาก ตั้งแต่เริ่มแรกที่เขาบอกผมว่าเขากำลังทำอะไร ผมคิดว่ามันอบอุ่น น่าประทับใจ ชวนขนลุก แต่ฮาท้องแข็ง” อีกคำที่นักแสดงใช้บรรยายคือ “Spielbergian (มีความเป็นสปีลเบิร์ก) “โดยเฉพาะด้านสายสัมพันธ์ของครอบครัว วิธีการเล่าเรื่อง” ซึ่งเพอร์กินส์ตั้งใจอ้างอิงในเรื่องนี้
เมื่อว่าด้วยความทรงจำที่มอบแรงบันดาลใจทำหนังเรื่องนี้ เพอร์กินเล่าถึงการไปดู Gremlins กับครอบครัวที่โรงภาพยนตร์ Chinese Theatre บนถนน Hollywood Boulevard มันอยู่ในโรงขนาดเล็ก ไม่ใช่โรงหลัก และเมื่อเพอร์กินส์วัยเด็กเดินออกมา เขาคิดว่ามันหนังที่เจ๋งที่สุดที่เคยดู แม่ของเขาคิดว่าก็งั้นๆ ซึ่งนั่นทำให้เพอร์กินส์ตัวจิ๋วโกรธมาก นี่คือเป็นที่สุดแห่งภาพยนตร์สำหรับเขา เป็นหนังที่เขาอยากหวนรำลึกผ่านผลงานเรื่องใหม่นี้
“The Monkey เป็นหนังตลกเบาสมอง มีความเป็นโร้ดมูฟวี่ สานสัมพันธ์พ่อลูกชวนที่ให้นึกถึงความหลัง มันควรจะออกมาให้ความรู้สึกผลงานของ โรเบิร์ต เซเม็กคิส หรือ โจ ดันเต หรือเพี้ยนเหมือนหนังของ คริส โคลัมบัส หรือ จอห์น แลนดิส อะไรทำนองนั้น” เพอร์กินส์อธิบาย “ดังนั้นจึงต่างจากหนังสยองขวัญเลือดสาดทั่วไป แม้ว่าจะมีฉากเลือดสาดในเรื่องแน่นอน แต่มันมีความเหนือจริงและตลกกว่า” เพื่อเป็นการคารวะเซเม็กคิส ในเรื่องนี้มีนาฬิกาที่ปรากฏในฉากที่วิบัติที่สุดของเรื่อง มันชี้เวลาเดียวกันกับที่ปรากฏบนหอคอยสุดไอคอนิกของ Back To The Future ในฉากที่ถูกตัดออก ยังมีอีกหลายจุดที่ผู้ชมควรจับตา แน่นอนว่าเพอร์กินส์ไม่อยากให้หนังของเขามีอีสเตอร์เอ้กล้นจอ “จนกลายเป็นแบบ Stranger Things ซึ่งต้องยอมรับว่าพวกเขาทำมันออกมาได้เฉียบมาก แต่มันกลายเป็นเหมือนเกมซ่อนหาที่คุณมัวแต่มองหาอีสเตอร์เอ้กจนลืมเรื่องราวตรงหน้าไปหมด เราไม่อยากให้มันดึงดูดความสนใจขนาดนั้น”
แม้แต่การเลือกเจมส์มารับบท เพอร์กินส์อยากได้นักแสดงนำชายที่มีความเป็นฮอลลีวูดรุ่นเก่า เหมือนหลุดมาจากยุคของ แลนดิส “เวอร์ชั่นอัปเดตของมันคือการที่คุณจ้างคนที่ดูเหมือนพวกขี้แพ้จริงๆ” เพอร์กินส์กล่าว “ซึ่งการใช้นักแสดงที่มีลุคแบบนั้นก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน แต่มันให้ความรู้สึกคลาสสิกมากกว่าถ้าเลือกนักแสดงที่มีกรามชัดในหนังเรื่องนี้ เพื่อถ่ายทอดความเป็นฮอลลีวูดในแบบที่เราพยายามจะสื่อ” ตามปกติแล้วของเพอร์กินส์มักจะเปิดโอกาสให้ตีความในช่องว่างระหว่างสิ่งที่ตัวละครพูด The Monkey เลือกทำให้ทุกอย่างเป็นภาพชัดเจน ฮาล หนุ่มน้อยผู้อ่อนไหว เด็กเนิร์ดสวมแว่นหนาเตอะ บิล จอมอันธพาล ไว้ผมแสกกลางสไตล์ 90 และสวมเสื้อเชิ้ตสีดำลายเปลวไฟ เพอร์กินส์และทีมงานต้องการภ่ายทอดธีมและบรรยากาศของเรื่องให้เข้าใจได้ง่าย บอกชัดเจนว่าใครเป็นใครโดยยืมวิธีที่แพร่หลายในหนังวัยรุ่นยุค 80 และ 90 ผู้กำกับภาพ นิโก อากิลาร์ เผยว่าแนวทางการทำงานของเขาในเรื่องนี้มีเป้าหมายอย่างเดียวคือการทำให้ทุกอย่างเข้าถึงได้ง่าย
“เราตั้งใจให้ The Monkey เป็นหนังตลาดกระแสหลัก เข้าถึงได้ง่าย ไม่ได้อยากให้มันเป็นหนังคัลต์หรือหนังอาร์ตเฮาส์นอกกระแส” อากีลาร์กล่าว “มันสร้างจากนิยายของสตีเวน คิง เราอยากให้หนังเข้าถึงง่าย เราอยากให้คนชอบมัน แต่เราก็อยากทำให้ออกมามันมีรสนิยม น่าสนใจ และแปลกใหม่” แล้วคำว่า “เข้าถึงง่าย” แปลว่าอะไรในแง่ของภาษาภาพ?อากีลาร์อธิบาย “มันคือการเล่าเรื่องผ่านสี การเคลื่อนกล้อง และการจัดองค์ประกอบภาพ ให้ได้อารมณ์มากที่สุด ใกล้เคียงกับอารมณ์ของซีนให้มากที่สุด เพราะผู้ชมจะเข้าใจได้แจ่มแจ้ง” ผู้กำกับภาพกล่าว “หนังอาร์ตเฮาส์มักจะใช้องค์ประกอบภาพและสีที่ซับซ้อน จนบางครั้งคุณต้องคิดจนปวดหัวว่าทำไมต้องแบบนี้ ทำไมต้องแบบนั้น แต่เมื่อไหร่ที่คุณเก็ตมัน คุณจะรู้สึกเหมือนผู้ชนะ แต่สำหรับในเรื่องนี้ สิ่งแรกและสำคัญที่สุดคือผู้ชมต้องเข้าใจสิ่งที่เราพยายามสื่อให้เร็วที่สุด นั่นแหละคือการเข้าถึงง่ายสำหรับผม”
อากีลาร์ไม่อยากให้โลกของ The Monkey ดูธรรมดา เขาอยากให้มันรู้สึกเหมือน “โลกของลิง” เพื่อสร้างโลกที่ลิงไขลานสามารถฆ่าคนได้ ทีมงานต้องทำให้มันออกมาแตกต่างกับที่เราเคยเห็นจนชินตา อย่างการใช้เลนส์วินเทจจากยุค 1970 และในขั้นเตรียมงาน ทีมงานสร้างฉากขนาดย่อมเพื่อใช้ลองจัดแสง เปิดโอกาสให้อากีลาร์สร้างโทนสีให้หนัง โดยร่วมงานใกล้ชิดกับคัลเลอร์ลิสต์ ไบรอัน สมอลเลอร์ อากีลาร์ถึงกับวางแผนว่าจะใช้เลนส์และสีแบบไหนตลอดเส้นเรื่อง โดยอิงกับพัฒนาทางอารมณ์ของตัวละครหลัก
เพื่อให้กล้องถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละครได้หมดจด นั่นแปลว่าอากีลาร์ต้องเข้าใจตัวละครอย่างท่องแท้เสียก่อน งานออกแบบศิลป์ของเวอร์เม็ตต์ก็เช่นกัน The Monkey เป็นผลงานเรื่องที่สามที่ผู้กำกับศิลป์คนนี้ได้ร่วมงานเพอร์กินส์ หลังจาก Keeper และ Longlegs ซึ่งแต่ละเรื่องมีสไตล์เฉพาะของตัวเอง ใน Longlegs มันอึมครึม มอบคำรู้สึกเหมือนบางอย่างเลวร้ายกำลังรอปะทุอัดแน่นในทุกอณูของหนัง สีของเรื่องมันหม่น ท้องฟ้าเป็นสีเทาทั้งเรื่อง บ้านให้ความรู้สึกเหมือนเป็นคุก ที่มีแต่เรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นเรื่องเลวร้ายเท่านั้น แต่สำหรับ The Monkey สิ่งที่เขาทำนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง โจทย์ที่เวอร์เม็ตต์ได้รับในครั้งนี้คือการเติมสีสัน ใช้หลอดนีออนทุกครั้งที่ทำได้ ห้องแต่ละห้องในเรื่องสำคัญเหมือนเป็นตัวละครตัวนึง ถ้า Longlegs เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ร่วมมอบความรู้สึกคุกคามให้ผู้ชม The Monkey ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในสวนสนุก ที่ทุกเครื่องเล่นจะพาคุณเข้าสู่โลกที่วิปลาสเหนือจริง เต็มไปด้วยตัวละครจิตหลุด
“หนังเรื่องนี้เน้นไปที่ความสนุก เราอยากให้มันออกมาสนุกหลุดโลกอยู่แล้วตั้งแต่แรก” เวอร์เม็ตต์กล่าว บ้านที่ฝาแฝดเชลเบิร์นอาศัยอยู่กับแม่นั้นดูอบอุ่น ไม่ต่างกับบ้านชานเมืองทั่วไป เต็มไปด้วยของเล่น G.I. Joe และ Transformers กระจัดกระจายอยู่รอบบ้าน เป็นสิ่งที่ผู้ชมรุ่นเดียวกับตัวละครสามารถอินไปด้วยได้ แต่เมื่อพี่น้องย้านไปอยู่กับป้าไอด้า (ซาราห์ เลวี) และ ลุงชิป (รับบทโดยเพอร์กินส์เอง) ทุกอย่างมันเริ่มเพี้ยนขึ้น “เดิมทีออสตั้งใจให้ชิปและไอด้าเป็นพวกคลั่งสัตว์สตัฟฟ์ การตกแต่งภายในด้วยไม้สีโทนอุ่นทำให้โถงของบ้านดูมืด ตัดด้วยไฟนีออนโทนเย็น ในซีนที่ฮาลวัยผู้ใหญ่ไปเยี่ยมลูกชาย พีตี (โคลิน โอไบรอัน) ที่อาศัยอยู่กับแม่และพ่อเลี้ยง มันเหมือนเหยียบเท้าเข้าไปใน Man Cave ที่เห่ยที่สุดในโลก อีไลจาห์ วู้ด ปรากฏตัวในบทรับเชิญ เท็ด พ่อเลี้ยงของพีตี นักเขียนอินฟลูเอนเซอร์ รวยแต่สันดานเสีย เวอร์เม็ตต์สนุกกับฉากนี้มาก เขาทำให้ผู้ชมมองปราดเดียวก็รู้ว่าเท็ดเป็นคนยังไง
แต่งานออกแบบที่เป็นไฮไลต์ของ The Monkey คือรังลับของบิล ซึ่งเป็นฉากหลักให้จุดไคลแม็กซ์ของเรื่อง “เพื่อตามรอยของหนังฮอลลีวูดคลาสสิก มันต้องมีวายร้ายตัวฉกาจ “บิลคือวายร้ายตัวฉกาจในความคิดของเขา” ประโยคนี้กลายเป็นหลักสำคัญในงานออกแบบของตัวละครนี้” เพอร์กินส์เล่า เขาใช้คำพูดสวยหรูซับซ้อน ทำให้หวนนึกถึงตัวละครอย่าง เล็กซ์ ลูเธอร์ เขาคือศูนย์กลางของเรื่องที่เขาคิดขึ้นมา เขาคือจอมอีโก้ เขาแหลกสลาย การที่แม่ของเขาตาย โดยที่มั่นใจว่าเป็นเพราะการที่ฮาลไขลานลิง นั่นกัดกินบิลจนไม่เหลือชิ้นดี เขาอุทิศชีวิตที่เหลือค้นหาลิงตีกลองอีกครั้ง เพื่อแก้แค้นฝาแฝดของเขา
สำหรับฉากรังลับ เวอร์เม็ตต์พยายามเลี่ยงการสร้างขึ้นใหม่ในสตูดิโอหากเป็นไปได้ โดยสถานที่จะใช้ต้องเอื้อต่อการให้มีอะไรหล่นจากเพดานได้ ตามที่เขียนไว้ในบท ทีมงานผจญความท้าทายอยู่ตลอด แต่โชคดีพบอาคารเก่าในบริเวณที่เคยเป็นสถานีจ่ายไฟให้กับรางรถไฟ ตอนนี้กลายเป็นสตูดิโอศิลปะ แต่โครงสร้างอุตสหากรรมย้อนยุคของมันเหมาะกับการเป็นที่รังลับวายร้าย “พอเราเจอตึกนั้น ออสกับผมเริ่มคุยกันว่า ‘มาทำให้มันเหมือนหนังเจมส์ บอนด์กันเถอะ!’ แต่แล้วมันก็เปลี่ยนจากเจมส์ บอนด์ไปเป็น The Wizard of Oz” เวอร์เม็ตต์เล่า “เราใช้สีเขียวมรกตและสีทอง จัดเต็มแบบไม่ยั้งมือ” ภายในรังของบิล ลิงตีกลองมีบัลลังก์ของตัวเองที่ตั้งอยู่บนกองโทรทัศน์ เดิมทีทีมงานออกแบบให้โครงสร้างสูงแปดฟุต แต้ท้ายที่สุดมันกลับสูงถึง 26 ฟุต “เราขยายมันไปเรื่อยๆ เพราะเราเหลือพื้นที่ให้ใช้” เขากล่าว